โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตและพิการเป็นอันดับต้น ๆ ในประเทศไทย
โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดที่ทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารไปยังสมองเกิดการอุดตันจากลิ่มเลือด หรือเกิดการแตก (หรือฉีกขาด) เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว สมองส่วนนั้นจะไม่ได้รับเลือด (และออกซิเจน) ส่งผลให้สมองส่วนนั้นและเซลล์สมองตายลง ทำให้ไม่สามารถสั่งการตามหน้าที่ที่สมองส่วนนั้นทำงานได้ ซึ่งหากรู้ตัว และสังเกตอาการได้เร็ว จะสามารถเข้ารับการวินิจฉัยและรักษาได้เร็ว ย่อมส่งผลดีต่อการรักษาฟื้นฟู และอาจลดความรุนแรงของโรคได้
หากตัวคุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นอย่างกะทันหันให้สังเกตตามหลัก BE-FAST ดังนี้
1. B = Balance (การทรงตัว)
มีอาการเวียนศีรษะ สูญเสียการทรงตัว การประสานสัมพันธ์ของร่างกาย หรือการเดินผิดปกติไปอย่างกะทันหัน
2. E = Eye (การมองเห็น)
มีปัญหาเรื่องการมองเห็นอย่างกะทันหัน เห็นภาพเบลอ ตาพร่ามัว เห็นภาพซ้อน สูญเสียการมองเห็นของตาหนึ่งข้างหรือทั้งสองข้าง
3. F = Face (หน้า)
ใบหน้าครึ่งซีกอ่อนแรงหรือมีอาการชาอย่างกระทันหัน ยิ้มแล้วมุมปากตก ดื่มน้ำแล้วสังเกตุว่ามีน้ำไหลออกจากมุกปาก หรือน้ำลายไหลออกจากมุมปาก
4. A = Arm (แขน)
มีปัญหาแขนและขาอ่อนแรงหรือชาครึ่งซีกอย่างกะทันหัน
5. S = Speech (การพูด)
มีปัญหาการพูดอย่างกะทันหัน เช่น พูดไม่ชัด พูดติดขัด นึกคำไม่ออก หรือพูดแล้วฟังยาก ฟังลำบาก
6. T = Time (เวลา)
ความสำคัญคือเรื่อง “เวลา” หากพบอาการเหล่านี้ให้รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลหรือโทรเบอร์ฉุกเฉิน 1669 เพื่อให้แพทย์ประเมินและรักษาอย่างทันท่วงที
การสังเกตสัญญาณเตือนโรคหลอดเลือดสมอง ตั้งแต่แรกเริ่มคือสิ่งสำคัญที่สุด หากพบอาการ BE-FAST อย่างใดอย่างหนึ่ง อย่ารอให้อาการหายไปเอง ให้รีบโทรแจ้ง 1669 หรือพาผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลด่วนที่สุด เพราะยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ เนื้อสมองยิ่งโดนทำลายไปมากเท่านั้น และยิ่งส่งผลต่อการฟื้นฟูในอนาคต
บทบาทของนักกายภาพำบัด ในการเข้ามาฟื้นฟูผู้ป่วย Stroke
หากผู้ป่วยได้รับการรักษาทางการแพทย์ในระยะฉุกเฉินอย่างรวดเร็ว โอกาสในการฟื้นฟูจะยิ่งมีสูงมากขึ้น ซึ่งนักกายภาพบำบัด จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูสมรรถภาพของร่างกายหลังจากผู้ป่วยมีอาการคงที่และพร้อมสำหรับการฟื้นฟูแล้ว
โดยงานกายภาพบำบัดเกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ฝึกการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การเคลื่อนไหวบนเตียง การลุกนั่ง ยืน เดิน ดูแลป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น ข้อติด แผลกดทับ กล้ามเนื้อฝ่อลีบ และฝึกทักษะต่างๆ ที่จำเป็นในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การเดินเข้าห้องน้ำ เดินขึ้น-ลงทางลาดชัน เดินขึ้น-ลงบันได และอื่น ๆ โดยอาศัยการวางแผนของนักกายภาพบำบัดร่วมกับญาติและผู้ป่วย
โดยผู้ป่วยแต่ละคนจะมีความรุนแรงของโรค และความสามารถในการฟื้นฟูต่างกันขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น อายุ เพศ โรคประจำตัวของผู้ป่วย หรือระยะเวลาการดำเนินโรค เป็นต้น ดังนั้นการวางแผนร่วมกันเป็นสิ่งสำคัญในโปรแกรมการรักษาและฟื้นฟูในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

